วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การ Basic Config Router&Switch


ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการตั้งค่าอุปกรณ์เราเตอร์ยี่ห้อ cisco สำหรับเราเตอร์ใหม่ ที่ยังไม่มีการตั้ง ค่า
(config) หรือเราเตอร์ที่ถูกรีเซ็ทค่ากลับไปเป็นค่าเริ่มต้น (default) หรือถูกลบค่า config ไป

อย่างแรกในการเข้าใช้เราเตอร์ผู้อ่านต้องเข้าใจโหมดในการเข้าใช้งาน หรือตั้งค่าอุปกรณ์เราเตอร์ ยี่ห้อ cisco มีอยู่4 โหมดหลัก ๆ คือ

1. User EXEC Mode หรือเรียกว่า User Mode

2. Privileged Mode หรือเรียกว่า Enable Mode

3. Configuration Mode

4. Interface configuration mode



ตัวอย่างการใช้คำสั่งในการเข้าสู่ Mode User และ Privileged

Router> (สัญลักษณ์เป็นเครื่องหมาย > แสดงว่าเป็น User Mode)

Router>enable(ใช้คำสั่ง enable เพื่อทำการเข้าสู่ Privileged Mode)

Router# (สัญลักษณ์จะเปลี่ยนเป็นเครื่องหมาย # แสดงว่าเป็น Privileged Mode แล้ว)

Router#configure terminal (ใช้คำสั่ง configure terminal เพื่อเข้าสู่Configuration Mode)

Router(config)# (เข้าสู่ Configuration Mode ซึ่งจะสามารถทำการตั้งค่าต่าง ๆ ให้กับตัว อุปกรณ์ได้)

Router(config)#interface f0/0 (ใ ช้ คำสั่ ง interface f0/0 เ พื่ อ เ ข้ า สู่ Interface configuration mode)

Router(config-if)# (เข้าสู่ Interface configuration mode ซึ่งจะสามารถท าการตั ้ง ค่าต่าง ๆ ให้กับตัวอุปกรณ์ได้)

Router(config-if)#exit (ใช้คำสั่งexit เพื่อออกจาก Interface configuration mode หรือ ใช้คำสั่ง end เพื่อเข้าสู่ Privileged Mode)

         



                    เวลาที่เราจะตั้งค่าให้เราเตอร์ต่าง ๆ ก่อนจะตั้งค่าต้องเข้าสู่ Privileged Mode โดยใช้คำสั่ง enable ดังตัวอย่างข้างบนก่อนถึงจะเข้าไปตั้งค่าให้กับอุปกรณ์บนเครือข่ายได้และแต่ละ Mode นั้นก็จะมี command ในการ access แตกต่างกัน


ขั้นตอนการตั้งค่าเราเตอร์CISCO เบื้องต้น

ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการตั้งค่า 11 หัวข้อดังต่อไปนี้




                                                รูปที่1 การตั้งค่าเราเตอร์CISCO เบื้องต้น







Step by Step – Basic Config

1. Hostname

         การตั้งค่า Hostname ควรตั้งตามสถานที่ที่ติดตั้งเราเตอร์ หรือชื่ออะไรก็ได้ การตั้งค่า Hostname ทำได้ใน priviledged exec mode เท่านั้นรูปแบบ คือ Hostname ตามด้วยตัวอักษร


Router>enable
Router#
Router#configure terminal
Router(config)#
Router(config)#hostname Wanvisa                   (ตั้งชื่อ Hostname เป็น Wanvisa)
Wanvisa(config)#            (จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนจาก hostname Router เป็น hostname Wanvisa)




2) Enable password :1234

                      การตั้งค่า enable password ควรทำ Password ในการเปลี่ยนจาก user mode เป็น privileged mode เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น


Wanvisa #configure terminal
Wanvisa(config)#enable password 1234        (ตั้ง password เป็น 1234)




3) Enable secret : cisco

                     การตั้งค่า enable secret เป็นการตั้ง Password ในการเปลี่ยนจาก user mode เป็น privileged mode เช่นเดียวกับ enable password แต่จะมีการเข้ารหัสไว้ เมื่อใช้คำสั่ง show running-config จะไม่เห็นรหัสที่ตั้งไว้


Wanvisa #configure terminal
Wanvisa(config)#enable secret cisco            (ตั้ง enable secret เป็นคำว่า cisco)




4) Banner Motd : ## Welcome to Jodoi##

                   การตั้งค่า Banner เป็นการตั้งค่าข้อความต้อนรับ หรือคำเตือนก่อนเข้าเร้าเตอร์รูปแบบ banner motd ตามด้วยตัวอักษรอะไรก็ได้ เช่น ใช้ ! เมื่อจะพิมพ์ข้อความใด ๆ ก็ตามห้ามใช้ ! ในประโยค เพราะถ้า ใช้ ! ในประโยคจะหมายถึงจบประโยคนั้นทันที


Wanvisa #configure terminal
Wanvisa(config)#banner motd !
Enter TEXT message. End with the character '!'.
## Welcome to Jodoi## 
!
Wanvisa(config)#




5) Line console 0 : password cisco

                   การตั้งค่า line console ควรทำ line console ไว้เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาแก้ไข ตรวจสอบ ข้อมูลของเร้าเตอร์(Line Console คือการนำสาย Console มาเสียบด้านหลังอุปกรณ์นั้น ๆ)


Wanvisa #configure terminal
Wanvisa(config)#line console 0    (console 0 หมายถึงมีพอร์ต console เพียง พอร์ต เดียว คือ พอร์ต 0)
Wanvisa(config-line)#password cisco     (ตั ้ง password เป็นค าว่า cisco)
Wanvisa(config-line)#login       (ส่วนนี ้เป็นการเปิดใช้งาน Line Console หากไม่มีCommand “login”                                                         password ที่ใช้บน Line Console ก็จะไม่ทำงาน)




6) Line vty 0 4 : password cisco

                  การตั้งค่า line vty เป็นการเปิด Service ให้ Remote ได้ โดยใช้คำสั่ง Telnet ตามด้วยหมายเลข IP Address ใน Command Prompt


Wanvisa #configure terminal
Wanvisa(config)#line vty 0 4                  (0 4 หมายถึงเปิดไว้ 5 line หรือ 5 sessions หรือสามารถเข้ามา                                                                    Telnet ได้พร้อมกัน 5 คน)
Wanvisa(config-line)#password cisco     (ตั้ง password เป็นคำว่า cisco)
Wanvisa(config-line)#login                    (ส่วนนี้เป็นการเปิดใช้งาน Line vty หากไม่มีCommand                                                                             “login” password ที่ใช้บน Line vty ก็จะไม่ทำงาน)




7) IP Address Interface f0/0 : 192.168.1.254/24, Interface f0/0: 192.168.1.253/24

                  การใส่ IP Address หรือการเปิดใช้งาน command ต่าง ๆ บน Interface ต้องเข้ามาที่โหมดนี้โดย ทำการระบุ Interface หรือ Port ที่ต้องการ Config เข้าใน Command


Wanvisa#configure terminal
Wanvisa(config)#interface f0/0              (กำหนดพอร์ต f0/0 ที่ต้องการตั้งค่า)
Wanvisa(config-if)#ip address 192.168.1.254 255.255.255.0      (ตั้งค่า IP Address และSubnet Mask)
Wanvisa(config-if)#no shutdown           (เป็นการเปิดให้พอร์ต f0/0 ทำงาน)

%LINK-5-CHANGED: Interface FastEthernet0/0, changed state to up (หากตั ้งค่าถูกต้องจะ มีข้อความแจ้งเตือนขึ ้นว่า Interface FastEthernet0/0, changed state to up ดังข้อความด้านบน)




8) Save Configuration

                     คือ การคัดลอกไฟล์จากที่หนึ่งไปเก็บไว้อีกที่หนึ่ง โดยมีรูปแบบคำสั่งดังนี้  Router#copy (Source หรือ destination อาจจะ เป็น Runningconfiguration, Startup-configuration, Tftp, Flash)


ตัวอย่าง
Wanvisa#copy running-config startup-config
Destination filename [startup-config]?
Building configuration...
[OK]
Wanvisa#        (เป็นการคัดลอก running configuration ไปยัง Start-up configuration หรื อ หมายถึงการคัดลอก Configuration ปัจจุบันไปยัง NVRAM)




9) Backup Configuration

                       เป็นการคัดลอก running configuration ไปเก็บไว้ใน tftp server ก่อนที่จะคัดลอก running configuration ไป เก็บไว้ใน tftp serverจะต้องมีการเตรียมการสำรอง Network Backup

- ลงโปรแกรม tftp ที่ server ปลายทาง

- มีการเปิดโปรแกรม tftp แล้วเช็ค ping ดูว่าต้นทางกับปลายทางสามารถติดต่อกันได้ไหม

-อาจสร้างโฟล์เดอร์ขึ้นใหม่สำหรับเก็บไฟล์ที่ทำการ Backup


ตัวอย่าง
ลบคำสั่งต่าง ๆ ที่อยู่ใน NV-RAM ออก
Wanvisa#erase startup-config
Erasing the nvram filesystem will remove all configuration files! Continue? [confirm]
[OK]
Erase of nvram: complete
%SYS-7-NV_BLOCK_INIT: Initialized the geometry of nvram




11) Restore Configuration

                        ในกรณีที่เรามีไฟล์ config เก็บไว้ หากต้องการใช้ไฟล์ config นั้น สามารถทำได้โดยการ backup ข้อมูลลงเร้าเตอร์ได้ทันที โดยไม่ต้องทำการตั้งค่าเอง การ Restore Configuration สามารถทำได้ 3 คำสั่ง

1. flash: Copy to flash: file system

2. running-config Copy configuration from system

3. startup-config Copy startup configuration from system


ตัวอย่าง
Wanvisa#copy tftp: running-config
Address or name of remote host []? 192.168.1.1
Source filename []? backup13_12_2015
Destination filename [running-config]? (Enter)
OK


หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านที่ทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ CISCO นะครับ









วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561

รู้จักโปรแกรม Packet Tracer
     
          การนำโปรแกรมที่ชื่อ Packet Tracer มาแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับโปรแกรมนี้  จัดเป็นโปรแกรมประเภท Network Simulator ซึ่งความจริงแล้วก้มีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้งานเหมือนกัน แต่ Packet Tracer นี้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นมากที่สุด เพราะใช้งานง่ายแถมเป็นโปรแกรมฟรีแวร์อีกด้วย ผู้พัฒนาโปรแกรมนี้ก็คือ Cisco นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าโปรแกรมนี้สามารถจำลองการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ของ Cisco มาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด แต่จุดอ่อนของโปรแกรมนี้ก็มีบ้างพอสมควร บางคำสั่งอาจไม่สามารถคอนฟิกได้เหมือนกันอุปกรณ์จริง แต่ถ้าเป็นคำสั่งพื้อนฐานที่สำคัญในระดับ CCNA รับรองมีให้ใช้งานกันครบเหมือนอุปกรณ์จริงเลย

          เนื้องจาก Packet Tracer เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนของสถาบัน Cisco Networking Academy ได้ใช้งานเท่านั้น ดังนั้นผู้อ่านจึงไม่สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์โดยตรงของโปรแกรมนี้ http://Packet-Tracer.software.informer.com/download เพราะต้องมี UserAccout ของผู้เรียน ผมแนะนำให้ลองค้นหาใน www.google.com ดูน่าจะหาได้ไม่ยาก




ส่วนประกอบต่างๆ ของ Packet Tracer


         หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม Packet Tracer เสร็จแล้ว เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา จะพบหน้าต่างของโปรแกรม ดังรูปที่ 1 ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนต่างๆดังนี้



-   หมายเลข 1 ส่วนของเมนูคำสั่งและไอคอนลัดสำหรับที่ต้องเรียกใช้งานบ่อยๆ

-   หมายเลข 2 ส่วนของเครื่องมือสำคัญที่ใช่งานบน Workspace

-   หมายเลข 3 ส่วนของ Workspace หรือพื้นที่ทำงาน

-   หมายเลข 4 ส่วนของอุปกรณ์เครือข่าย เช่น Router , Switch , Hub , สายเคเบิ้ล หรืออุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ซึ่งเราจะนำอุปกรณ์เหล่านี้มาจำลองการทำงานของระบบเครือข่าย

-   หมายเลข 5 ส่วนของการจัดการรายละเอียดของเหตุการณ์จำลองที่เกิดขึ้น ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่า Packet ที่วิ่งบนเครือข่ายถูกต้องหรือไม่ และเราสามารถเพิ่มหรือลบเหตุการณ์จำลองที่เกิดขึ้นได้จากที่นี่




โหมด Realtime และ Simulation


          การทำงานส่วนใหญ่ของโปรแกรม Packet Tracer เราจะสลับการทำงานระหว่างโหมด Realyime และโหมด Simulation เพราะทั้ง 2 โหมดนี้เป็นส่วนสำคัญของการทำงานบนโปรแกรมนี้

          -   Realtime เป็นโหมดที่ใช้งานบ่อยที่สุดเพื่อลากไอคอนของอุปกรณ์ต่างๆ มาจำลองการทำงานของระบบเครือข่าย ดังรูปที่ 2



          -   Simulation เป็นโหมดที๋โปรแกรมจะสร้างภาพจำลองการเดินทางของ Packet ข้อมูล ซึ่งช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ดังรูปที่ 3





จำลองการทำงานของ Hub และ Switch เพื่อทราบถึงความแตกต่างของอุปกรณ์ทั้งสอง


          ในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจการใช้งานของโปรแกรม Packet Tracer ได้ดียิ่งขึ้น ผมขอจำลองการทำงานของ Hub และ Switch แบบง่ายๆ เพื่อศึกษาถึงความแตกต่างในการทำงานของอุปกรณ์ทั้งสองตัวนี้

          การทำงานของ Hub และ Switch แม้จะมีหน้าตาที่แทบจะเหมือนกัน แต่กลับมีการทำงานที่แตกต่างกันพอสมควร ผู้อ่านหลายท่ายคงทราบแล้วว่า อุปกรณ์ทั้ง 2 นี้ มีความแตกต่างอย่างไร แต่สำหรับผู้อ่านบางคนที่พอรู้มาบ้าง หรือเคยเรียนแต่ทฤษฎี ทำให้มองเห็นภาพความแตกต่างได้ไม่ชัดเจน ผมก็จะใช้โปรแกรม Packet Tracer มาอธิบายถึงการทำงานของอุปกรณ์ทั้ง 2 ซึ่งโปรแกรมจะจำลองภาพการเดินทางของ Packet ข้อมูลให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Hub และ Switch แตกต่างกันอย่างไร

จำลองการทำงานของ Hub

          1.  สร้างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายขึ้นมาก่อน โดยคลิกที่ไอคอน End Device

          2.  คลิกไอคอน PC-PT แล้วลากไอคอนคอมพิวเตอร์จำลองชื่อ pc0 ไปไว้บน Workspace



          3.  สร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นมาอีก 4 เครื่องบน Workspace คือ pc1 , pc2 , pc3 และ pc4



          4. หากต้องการลบอุปกรณ์ที่ลากมาวางไว้บน Workspace เราก็สามารถทำได้ โดยตัวอย่างนี้ต้องการลบคอมพิวเตอร์จำลองชื่อ pc3 ก็ให้คลิกเลือกปุ่ม Delete (รูปกากบาท) แล้วนำเมาส์มาคลิกบนอุปกรณ์ที่ต้องการลบ (ในที่นี้คือคอมพิวเตอร์จำลอง pc3) เราก็สามารถลบอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการออกไปแล้ว



          5.  สร้าง Hub จำลองขึ้นมา โดยคลิกปุ่ม Hubs

          6.  คลิกปุ่ม Hub-PT แล้วลากมาวางบน Workspace



          7.  สร้างสายแลนเพื่อเชื่อมต่อระหว่าง Hub และคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยคลิกปุ่ม Connection

          8.  คลิกปุ่ม Copper Straight-Through แล้วนำเมาส์ไปคลิกบนคอมพิวเตอร์ pc0



          9.  จะปรากฎเมนูคำสั่งขึ้นมา ให้เลือกคำสั่ง FastEthernet เพื่อเชื่อมต่อสายแลนเข้ากับพอร์ต FastEthernet ของคอมพิวเตอร์ pc0

         10. จากนั้นนำเมาส์ไปคลิกบน Hub ก็จะปรากฎเมนูคำสั่งขึ้นมา ให้คลิก Port 0 เพื่อเชื่อมต่อสายแลนเข้ากับ Port 0 ของ Hub ก็เป็นอันว่าเราสามารถเชื่อมต่อ pc0 เข้ากับ Hub ที่ Port 0 ด้วยสายแลนได้แล้ว



         11. เชื่อมต่อสายแลนเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่เหลือทั้งหมด ตามตัวอย่างนี้คือ pc1 , pc2 , pc4

         12. จากนั้นกำหนดหมายเลข IP Address และ Subnet Mask ให้กับคอมพิวเตอร์ โดยคลิกเมาส์ที่คอมพิวเตอร์ pc0



         13. จะปรากฎหน้าต่างกำหนดค่าขึ้นมา ให้คลิกแท็บ Config > FastEthernet แล้วกำหนดหมายเลข IP ให้กับคอมพิวเตอร์ pc0 ที่ช่อง IP Address ส่วน Subnet Mask โปรแกรมจะกำหนดให้โดยอัตโนมัติ เมื่อกำหนดค่าเสร็จแล้ว ให้ปิดหน้าต่างนี้ลงไป



         14. นำเมาส์ไปวางบนคอมพิวเตอร์ pc0 สักครู่จะปรากฎข้อความแสดงหมายเลข IP ที่เราได้กำหนดไว้ จากนั้นให้กำหนดหมายเลข IP ให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง เพื่อให้ทั้งหมด สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้



         15. คลิกเปลี่ยนโหมดเป็น Simulation เพื่อทดสอบการทำงานของ Hub ว่ามีการกระจายของ Packet ข้อมูลเป็นอย่างไร

         16. คลิกปุ่ม Add Simple PDU เพื่อนำ Packet ข้อมูลไปไว้บนคอมพิวเตอร์ที่ต้องการทดสอบ

         17. คลิกเมาส์ที่ pc0 เพื่อกำหนดให้เป็นเครื่องผู้ส่ง Packet จากนั้นคลิกเมาส์ที่ pc2 เพื่อกำหนดให้เป็นเครื่องผู้รับ Packet 

         18. คลิกปุ่ม Auto Capture / Play เพื่อให้โปรแกรมแสดงการเดินทางของ Packet ข้อมูล




         19. เราจะเห็นภาพการทำงานของ Hub ที่จะมีการกระจาย Packet ข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน แต่จะมีเพียงเครื่องของผู้รับที่ถูกกำหนดไว้ (ตัวอย่างนี้คือ pc2) เท่านั้นที่จะรับข้อมูลไปประมวลผล แล้วส่งกลับไปยังเครื่องผู้ส่งอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนการส่งกลับ Packet ไปยังเครื่องของผู้ส่ง Hub ก็จะกระจาย Packet ไปยังทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเช่นกัน แต่จะมีเพียงเครื่องของผู้ส่งเท่านั้นที่จะรับ Packet ไปประมวลผลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการทำงานของ Hub จะเป็นไปในลักษณะนี้ทุกครั้ง

         20. หากต้องการ Reset เพื่อเริ่มการทำงานใหม่ทั้งของ Simulation นี้ให้คลิกปุ่ม Reset Simulation

         21. หากต้องการลบการทำงานทั้งหมดให้คลิกปุ่ม Delete ที่อยู่ในส่วนของ Scenario



จำลองการทำงานของ Switch

          1.  กลับไปที่โหมด Realtime อีกครั้งให้ลบไอคอน Hub ออกไปเพื่อนำไอคอน Switch มาแทน โดยคลิกเลือกไอคอน Switch

          2.  คลิกเลือก Switch รุ่น 2950-24 แล้วลากไปวางบน Workspace จากนั้นเชื่อมต่อสายแลนเข้ากับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง




          3.  คลิกเปลี่ยนโหมดเป็น Simulation เพื่อทดสอบการทำงานของ Switch ว่ามีการกระจายของ Packet ข้อมูลเป็นอย่างไร

          4.  คลิกปุ่ม Add Simple PDU เพื่อนำ Packet ข้อมูลไปไว้บนคอมพิวเตอร์ที่ต้องการทดสอบ

          5.  คลิกเมาส์ที่ pc0 เพื่อกำหนดให้เป็นเครื่องผู้ส่ง Packet จากนั้นคลิกเมาส์ที่ pc2 เพื่อกำหนดให้เป็นเครื่องผู้รับ Packet




          6.  คลิกปุ่ม Auto Capture / Play เพื่อให้โปรแกรมแสดงการเดินทางของ Packet ข้อมูล

          7. เราจะเห็นภาพการทำงานในครั้งแรกสุดของ Switch ที่จะคล้ายกับ Hub คือขั้นตอนการส่ง Packet ไปยังเครื่องผู้รับ จะมีการกระจาย Packet ข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครื่อข่ายเดียวกัน แต่จะมีเพียงเครื่องของผู้รับที่ถูกกำหนดไว้ (ตัวอย่างนี้คือ pc2) เท่านั้นที่จะรับข้อมูลไปประมวลผล แล้วส่งกลับไปยังเครื่องผู้ส่งอีกครั้ง ซึ่งในขั้นตอนการส่งกลับ Packet ไปยังเครื่องของผู้ส่งเพียงเครื่องเดียวจากนั้นให้คลิกปุ่ม Reset Simulation แล้วคลิกปุ่ม Auto Capture / Play อีกครั้ง เพื่อดูการทำงานของ Switch ในรอบที่สอง จะเห็นว่า Switch จะรับส่ง Packet ข้อมูลไปยังเครื่องของผู้ส่งและผู้รับเท่านั้น โดยไม่มีการกระจาย Packet ไปยังทุกเครื่องในเครือข่าย ตรงตามทฤษฎีที่บอกไว้ในการทำงานครั้งแรกของ Switch จะมีการ Broadcast ข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่าย เพื่อเก็บข้อมูล MAC Address และ IP Address ของแต่ละเครื่องเก็บไว้ จากนั้นเมื่อมีการรับส่งข้อมูลในครั้งต่อไป Switch ก็จะไม่มีการ Broadcast อีก แต่จะรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องของผู้ส่งและผู้รับเท่านั้น ดังที่เราได้เห็นภาพการเดินทางของ Packet ข้อมูลไปแล้ว




การเซฟไฟล์ 

          หลังจากที่สร้าเครือข่ายจำลองไว้แล้ว หากต้องการนำกลับมาใช้ใหม่ เราก็สามารถเซฟเป็นไฟล์ของโปรแกรม Packet Tracer (.pkt) เพื่อเก็บไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป โดยมีขั้นตอนดังนี้

          1.  คลิกคำสั่ง File > Save As



          2.  คลิกเลือกไดรฟ์โฟลเดอร์สำหรับจัดเก็บไฟล์

          3.  ตั้งชื่อให้กับไฟล์

          4.  คลิกปุ่ม Save โปรแกรมก็จะบันทึกเป็นไฟล์ .pkt เก็บไว้ และหากต้องการเรียกใช้งานไฟล์นี้อีกครั้ง ให้คลิกเมนู File > Open แล้วเลือกไฟล์ที่เราได้เซฟเก็บไว้